คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าวงดนตรีร็อคในบ้านเราที่ประสบความสำเร็จสูงสุด Big Ass และ Bodyslam คือวงดนตรี 2 วงของประเทศที่อยู่ในลิสต์นี้ ผู้ชายคนนึงที่อยู่ทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้า ของทั้ง 2 วงนี้ คือขจรเดช พรมรักษา หรือ กบ Big Ass ที่เราคุ้นชื่อกันดี มือกลองจากวง Big Ass ผู้นี้เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทุกอย่างของวงดนตรีทั้ง 2 วง และปัจจุบันอาจจะรวมถึงทุกวงของ genie แล้ว เพราะเขาได้กลายเป็น Show Director ของหลายๆ คอนเสิร์ต การได้พูดคุยกับพี่กบเรามักจะได้รู้ถึงเรื่องบางอย่าง ได้รับพลังงานดีๆ กลับมาเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน กับการสัมภาษณ์ในทุกซอก ทุกมุม ความคิด ในผลงานของเขา ล้วงๆ ลึกๆ ล้วงความลับกับ กบ Big Ass
มือกลองของวง Big Ass
กบ : ช่วงหลังๆ บางทีตื่นมาผมก็งงนะว่าจริงๆ แล้วผมเป็นมือกลองหรือเปล่า (หัวเราะ) ตอนแรกผมเล่นกีตาร์นะ ตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่อยู่อุดรธานี พอเข้ามากรุงเทพฯ ก็มารวมวงกับเพื่อนกลุ่มนึงสมัยเรียนที่วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ ตอนนี้เป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ก็ได้รวมวงกับเพื่อนกลุ่มนึงที่โรงเรียนเทพลีลา แล้วก็ซ้อมกันมาเป็นระยะ ก็เล่นเพลงทั่วไปๆ จนวันนึงเนี่ยผมจองห้องซ้อมไว้แล้ว มือกลองไม่มา ด้วยความเสียดายค่าห้องซ้อมและค่าเดินทางไปซ้อมก็เลย “เดี๋ยวกูตีเองก็ได้” ทั้งที่ไม่เคยตีกลองมาก่อน ตอนนั้นตีเพลง “เรามันก็คน” (ไมโคร) คือพอจะมีเบสิกตีกลองแต๊กของวงดุริยางค์มาบ้าง ขวา ขวา ซ้าย ขวา ซ้าย ขวาอะไรแบบนี้ แต่ไม่เคยตีกลองชุด พอตีเพลงนั้นได้ เพื่อนก็เลยบอกมือกลองว่า “มึงไม่ต้องมาแล้ว” (หัวเราะ) กบ! มึงตีเลยละกัน พอซ้อมไปสักครั้งสองครั้ง เจ้าของห้องก็เริ่ม เฮ้ย! ไอ้น้องคนนี้มันตีกลองดังดี แล้วผมก็เลยเหลิงไง ก็คิดว่า เอ๊ะ! หรือว่ากูจะเป็นมือกลองดีวะ ก็เลยเลือกตีกลองมาตั้งแต่วันนั้น เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่บังเอิญมาก ไม่ได้ตั้งธงว่าจะเป็นมือกลองเลย มันเกิดจากความบังเอิญล้วนๆ
Idol
กบ : พอตอนเริ่มที่จะเป็นมือกลอง ตอนนั้น “หมู” (มือกีตาร์บิ๊กแอส) เขาก็มีวงอยู่แล้ว อยู่โรงเรียนสตรีวิทย์ 2 ซึ่งผมก็อยู่บ้านเดียวกับหมูก็จะได้ยินเขาแกะเพลงฝรั่งอยู่ตลอดเวลา แล้วเพลงที่เขากะมันจะวนอยู่ไม่กี่วง Metallica, Guns N’ Roses ผมก็แบบ เฮ้ย! เพลงมันเจ๋งดีว่ะ ก็เริ่มฟังแล้วก็เริ่มเคาะตามไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าเขาจะชวนเข้าวงหรือเปล่าไม่รู้นะ เพราะผมอยู่อีกวงนึง ซึ่งตอนนั้นก็ตีอยู่แค่สองวงนี้เท่านั้น ดังนั้น ต้นแบบก็จะเป็น Lars Ulrich กับ Steven Adler ตอนเด็กๆ ก็จะตีอยู่ในแถวๆ นี้เท่านั้น ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่าผมได้รับอิทธิพลมาถึงทุกวันนี้ คือผมจะเป็นมือกลองที่มีลูกส่งน้อยมากจนน้องๆ บอกว่าพี่จะไม่ส่งบ้างเหรอ (หัวเราะ) คือแบบผมติดมา ผมติดสไตล์ของ Adler มา ผมติดอะไรแบบนั้นมา แล้วการตีกลองแบบนี้มันสนุกดี มันเหมือนผมเอาอยู่นะ มันไม่ยากจนเกินไป
ตีจนจบเพลงแรก
กบ : มันคือ Gun N’ Roses ชุด Appetite for Destruction น่าจะแถวๆ Welcome To The Jungle, It’s So Easy, Sweet Child o’ Mine แถวๆ ชุดแรกของ Gun N’ Roses ซึ่งตีได้ทุกเพลง เพราะว่ามันไม่ซับซ้อนสำหรับมือกลอง มันก็คือตีตามแพทเทิร์นแล้วมันสนุกผมชอบแบบนั้น แล้วผมก็ไม่ใช่สายเรียนมา เป็นสายตีหมอนมาฝึกกับหมอนมาแล้วก็ไม่มีกลองที่บ้าน อาศัยไปเจอที่ห้องซ้อมอย่างเดียวแล้วก็ลุยเลย ซึ่ง Gun N’ Roses นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นแล้วก็เหมาะกับมือใหม่อย่างผม ส่วน Metallica จะยากกว่าก็ เพลงไหนสองกระเดื่องผมก็ลักไก่เอา (หัวเราะ) คือ 2 กระเดื่องผมจะโกงโน้ตเอาเลย จำได้เคยไปประกวดกับวง Big Ass นี่ละ ประกวดที่พาต้าหรืออะไรสักอย่าง แล้วใช้เพลง One ประกวด เพลงนี้มันก็จะมีกระเดื่องที่รัวๆ ผมก็โกงไง เพราะว่าอย่างแรกคือตีสองกระเดื่องไม่เป็น แล้วก็ไม่มีตังซื้อสองกระเดื่อง ผมก็ตึกๆๆ โป๊ะ จนผลตัดสินสุดท้ายกรรมการก็บอก…ตกรอบครับผม (หัวเราะ) ก็ตอนหลังพอมาตีคล่องแล้ว ก็เล่นเพลงแบบ Sad But True อะไรแบบนี้ของวง Metallica ผมว่ามือกลองทุกคนน่าจะตีได้นะ เพราะมันเป็นกรู๊ฟเบสิกมาตรฐานที่ต้องผ่านมัน ช่วงตอนไปซาวด์เช็กผมก็จะขุดเพลงพวกนี้มาซาวด์เช็กกันตลอด คือเวลาเล่นเพลงพวกนี้แล้วมันมีความสุข มันพาเราไปหาความรู้สึกเก่าๆ ตอนเด็กๆ ว่าเราเคยเล่นเพลงนี้
วิธีสร้างกรู๊ฟกลองในเพลงของ Big Ass
กบ : วิธีสร้างเพลงของวงหลักๆ จะเป็นอ๊อฟที่เป็นคนสร้างเพลงขึ้นมา แล้วก็มีแพทเทิร์นกลองมาประมาณนึงแล้วผมก็จะไปฟัง แต่หน้าที่หลักของผมไปหนักกับการเขียนเนื้อเพลง ผมก็จะบอกอ๊อฟว่าเบาๆ หน่อย เบาๆ ลูกส่งนิดนึง ไม่มีเวลาแกะ (หัวเราะ) เพราะผมต้องไปคิดเนื้อเพลง คิดอะไรโน่นนี่นั่น แล้วผมก็จะอาศัยแบบว่าก่อนเข้าห้องอัดประมาณเดือนนึง กลางวันผมก็จะเข้าห้องซ้อมคนเดียว ตอนเย็นจะประชุมเนื้อเพลง กลางวันก็จะฟังเพลงที่แต่งขึ้นมาแล้วพยามจะคิดอะไรใส่ลงไป แต่ส่วนใหญ่เนี่ย ถ้าใครเป็นแฟน Big Ass ก็จะรู้ว่ากลองที่ผมตีเนี่ย Basic มาตรฐานมาก ผมยืนอยู่ในความเป็นกรู๊ฟเท่านั้น คือผมจะไม่ส่งระหว่างท่อน หรือระหว่างที่เนื้อเพลงกำลังสื่อสาร หรือเพื่อนกำลังโซโล่ จะพยามหลีกเลี่ยง อันนี้คือข้ออ้างของความไม่เก่งของเรา (หัวเราะ) แต่ผมชอบอย่างนึงว่าเวลาตีกลองมันทำให้ทุกคนเต้นไปกับเราได้ เศร้าไปกับเราได้ ยิ้มไปกับเราได้ เพลงมันสื่อสารอะไรก็พยายามจะใช้อารมณ์ตรงนั้นมาตีกลอง ผมจะไม่คิดว่าผมจะเล่นอะไร แต่ผมจะคิดว่าเนื้อเพลงมันพูดอะไรอยู่แล้วก็พยายามจะทำให้เสียงกลองมันมีชีวิตตามที่เนื้อเพลงมันสื่อสารออกไป มันอาจจะฟังดูเว่อร์ๆ นะ แต่มันเป็นเทคนิคของผม คือผมท้าทายตัวเองว่าเวลาตีเพลงช้าผมจะทำให้กลองมันเศร้าให้ได้ นั่นคือทัศนคติของผม ถ้าให้ตีเพลงเร็วทุกคนก็ต้องเต้นไปกับมัน กลองต้องทำให้เต้นได้
อันนี้ตรงข้ามกับพี่ชัชอย่างสิ้นเชิง?
กบ : ใช่ครับ คนนั้นลูกพี่ผม อย่าให้มีที่ว่างครับ เขาจะปั๊กๆ กิ๊งๆ ตลอดเวลา ก็เป็นเสน่ห์ของเขาครับ (หัวเราะ)
แรงบันดาลใจที่ทำให้ก้าวสู่นักเขียนเพลง
กบ : คือผมโดนคำถามนี้เยอะมากจนกลับไปวิเคราะห์ตัวเองว่าจริงๆ มันคืออะไร คือทุกครั้งที่เวลาได้ยินเพลงไทยที่เปิดตามวิทยุทั่วไป หรือทีวีแบบนี้ นอกจากเราชื่นชอบนักร้องแล้วเนี่ย เราก็อยากรู้ว่าใครเขียนเพลงนี้ด้วย เมื่อตอนย้อนกลับไปตอน ม.1 ชุดที่เปลี่ยนชีวิตก็คือชุด “เต็มถัง” ของ ไมโคร ก็คือตอนนั้นผมอยู่อุดรฯ แล้วไมโครก็ประกาศว่าจะวางอัลบั้มวันอังคาร ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอกผมก็รีบไปดักรอที่หน้าแผงเทป พอซื้อเทปมา สิ่งที่ผมทำก็คือผมเปิดปกเทปดูว่าเพลงนี้ใครแต่ง ผมคุ้นเคยกับชื่อ นิติพงษ์ ห่อนาค, เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ อะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็กเลย แล้วผมรู้สึกว่าถ้าชื่อของเรามันได้ไปอยู่บนปกเนี่ย ผมว่ามันโคตรเท่เลย ผมก็เลยคิดว่าทำยังไงก็ได้ ทำให้เรามีชื่ออยู่บนปกเทปมันน่าจะดี ทุกครั้งเวลาซื้อเทปมาก็จะเปิดดูว่าใครทำอะไร แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเขียนเพลงหรือไม่ แค่รู้ว่าถ้ามีชื่ออยู่บนปกเนี่ยมันเท่ สำหรับผมก็เริ่มสนใจทางด้านเนื้อเพลง โชคดีที่ว่าตัวเองเป็นคนเพ้อฝันตั้งแต่เด็ก เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน เขียนกลอนจีบผู้หญิง แล้วก็เขียนกลอนติดหน้าชั้น มีพีคๆ มากก็เขียนกลอนส่งหนังสือเธอกับฉัน แต่ก่อนมันจะมีส่วนนึงหน้าท้ายๆ สิ่งที่ได้ตอบรับคือรางวัลก็คือได้ลง รางวัลก็จะได้โปสเตอร์ของศิลปินที่เราชอบส่งกลับมาให้ หลังจากนั้นก็สนใจเนื้อเพลงมาตลอด พอโตขึ้นผมก็อ่านหนังสือตามพี่สาว ด้วยที่เขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ผมก็เลยอ่านหนังสือตามพี่สาว ก็เลยได้พวกคำต่างๆ มา เขาว่ากันว่าถ้าเราอ่านเยอะๆ มันอยากจะเขียนโดยอัตโนมัติ อาจจะเป็นสิ่งนี้ก็ได้ มันบ่มไว้เยอะ คราวนี้พอมาถึงตอนตั้งวง Big Ass ตอนนั้นยังไม่ออกอัลบั้ม แต่ว่า ต้องไปเล่นอยู่งานๆ นึงเป็นงานของพี่วินิจ เลิศรัตนชัย ชื่องาน Rock Market จัดที่ RCA ซึ่งจะมีเวทีใหญ่ 1 เวทีและ 5 เวทีสมัครเล่น ซึ่งเราก็อยากเล่นงานนี้ กฎข้อบังคับก็คือถ้าอยากขึ้นเวทีสมัครเล่น จำเป็นต้องมีเพลงของตนเองแต่งเอง 4-5 เพลง ทุกคนก็กลับมา เฮ้ย! อยากเล่นเวทีนี้ว่ะ แต่…ต้องแต่งเพลง ตอนนั้นมีทำนองคร่าวๆ แล้ว แต่ยังไม่มีเนื้อเพลง พอมองหน้ากัน ไม่มีใครรอดเลย …กูก็ได้วะ (หัวเราะ) ก็เลยเอาไงดี เฮ้ย! เขียนเพลงเลยๆ เขียนเลย อยากเล่น แล้วอ๊อฟก็โยนชื่อเพลงมาเพลงนึง เฮ้ย! กูมีไอเดีย ได้คำว่า “เธอไม่ชอบนุ่งผ้า” เอาแล้ว…โจทย์เพลงแรกก็แบบ (หัวเราะ) ผมก็มองหน้า เฮ้ย! มึงเอามาจากไหนวะ คือตอนนั้นอ๊อฟต้องนั่งรถไปเรียนเพาะช่าง แล้วจะต้องผ่านโรงหนัง แล้วมันเป็นหนังแบบสองเรื่องควบอะไรสักอย่างเนี่ย แล้วมันจะมีป้ายชื่อว่าเธอไม่ชอบนุ่งผ้า เป็นชื่อหนัง หรืออะไรสักอย่าง ผมไม่แน่ใจที่มานะ แต่จำได้ว่าชื่อเพลงนี้ แล้วช่วงนั้นถ้าจำได้ถ้าคนอายุ 30 กว่าๆ มันจะมีเรื่องของดาราผู้หญิงคนนึงที่เป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งที่มีภาพโป๊หลุดแล้วโดนโจมตีทั้งประเทศเลย แต่ผมมองอีกมุมนึงว่าแค่เขาไม่ใส่เสื้อผ้าทำไมเขาต้องโดนรุมประณามขนาดนี้ เขาผิดตรงไหน ไม่ได้ฆ่าคนตาย ผมก็คิดต่อไปนู่นนี่ อาจจะฟุ้งซ่านมาก (หัวเราะ) แต่ก่อนร้านตัดผมผู้ชายนะ คนเก่าคนแก่เขาจะรู้ว่ามันมีปฏิทินปลุกใจเสือป่า อะไรงี้ ผมก็เฮ้ย! เรื่องบางเรื่องมันไม่เป็นโทษเสียอย่างเดียวนะ ถ้าเรามองให้มันมีประโยชน์ได้ ผมก็พลิกมุมกลับ แล้วก็เขียนเนื้อเพลงนี้ขึ้นมาภายใต้ชื่อเธอไม่ชอบนุ่งผ้า ว่าแบบเขาผิดตรงไหนวะ เพื่อนก็ชอบกันใหญ่ (หัวเราะ) จนเป็นเพลง แล้วก็เขียนอีก 3-4 เพลง แล้วก็มีเพลงที่อยู่ในอัลบั้มแรกด้วยคือ “ทา ดม อม เช็ด”, “เลว” ประมาณนี้ที่ได้เอาไปเล่นงานนั้น แล้ววันนั้นก็ได้ขึ้นเล่นงานนั้น จากเพลงที่เราเขียน พอลงจากเวทีก็มีพี่ปั๋ง (สุเมธ แอนด์ เดอะปั๋ง) ตอนนั้นแกเป็นหน่วยคัดเลือกศิลปินอยู่ที่แกรมมี่ แกก็มาบอก เฮ้ย! สนใจไปคุยกับพี่ที่แกรมมี่ไหม ไอ้เราก็…ถ้าไปแกรมมี่เขาก็ต้องจับเราเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่งตัว ตามยุคสมัยนู้นอะเนอะ ก็เลยไม่ไปเว้ย (หัวเราะ) เราก็รอๆ สมัยนั้นเบเกอรี่ดังสุดเราก็ไปเบเกอรี่, โซนี่ สุดท้ายก็ไม่มีใครเอาก็เลยมาอยู่กับ Music Bugs เราก็เลยตกลงกันว่า เฮ้ย! Music Bugs เป็นค่ายเล็กๆ ไม่มีสื่อ แต่ข้อดีคือเราก็จะได้ทำตามฝันของเรา ก็เลยเริ่มเซ็นสัญญากับ Music Bugs แล้วก็ทำอัลบั้มชุดแรกออกมา ปรากฏว่าชุดแรกก็ได้ทำตามฝันจริงๆ เจ๊งจริงๆ (หัวเราะ) ไม่มีใครรู้จักเราเลย จนผ่านไปประมาณสองปีเพลง “ทางผ่าน” มันถึงทำงาน ซึ่งเพลงทางผ่าน มันก็สร้างความเชื่อมั่นให้กับผมว่า เฮ้ย! มันพอจะเป็นนักเขียนเพลงได้เหมือนกันนะ หลังจากนั้นก็เลยด้วยความที่แบบทุบหม้อข้าวของตัวเองเรียบร้อย ลาออกจากงานประจำที่เคยทำงานที่ไปรษณีย์ แล้วก็เอาวะเราจะเลือกทางนี้ ก็เลยไปขอเจ้าของค่ายเขาเป็นนักเขียนเพลงในค่าย ซึ่งค่ายก็กำลังจะปิด เขาคุยว่ากำลังจะทำอัลบั้มชุดสุดท้ายกันก็คือ Labanoon ชุดแรก ตกลงกันว่าชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายแล้ว แล้วก็ปิดบริษัทกัน พนักงานก็ออกกันไปหมดแล้ว พนักงานแต่งเพลงก็เหลือผม เหลือเพื่อนชื่อเหนือวงศ์ แล้วก็พี่กวาง ที่เขียนเพลงรักเธอประเทศไทย ให้กับพี่หรั่ง ร็อคเครสตร้า เหลือกันสามคนกับเมโลดี้ 10 เพลง เราจะแบ่งอะไรกันบ้าง ด้วยความที่ผมแบบอย่างแรกคือไม่มีใครแย่งกูเขียน สองคือเราอยากจะยึดอาชีพนี้ให้ได้ เราก็ตั้งใจเขียน ชุดนั้นก็ได้เขียนไป 4 เพลง มีเพลง ความรู้สึก, หนักใจ, เพ้อ, อมยิ้ม บังเอิญว่าชุดนั้น Labanoon มันสำเร็จ ผมก็เลยคิดว่าหรือว่าเราจะเป็นนักเขียนเพลงได้วะ ตอนนั้นธงมันก็เลยมุ่งมาตรงนี้อย่างเดียว ประกอบกับการเป็นมือกลอง Big Ass ด้วย นักแต่งเพลง Music Bugs ด้วย แต่เพลง “เธอไม่ชอบนุ่งผ้า” ผมยังเก็บไว้นะ แต่คงไม่ได้ใช้หรอก ไม่น่ารอด กบว. (หัวเราะ)
เพลงแรกที่พี่กบได้แต่งให้ Bodyslam
กบ : ผมจำไม่ได้ว่าเริ่มอะไรก่อนระหว่าง “งมงาย” กับ “ทางของฉัน ฝันของเธอ” คือสองเพลงนี้มันมาใกล้ๆ กัน เพลงทางของฉัน ฝันของเธอ ชื่อเพลงเริ่มมาจากพี่วิภว์ บูรพาเดชะ บ.ก.หนังสือ Happening ซึ่งตอนนั้นแกเป็นนักเขียนเพลงของเราอยู่ พี่เขาก็โยนชื่อนี้มาให้ ผมก็ชอบชื่อนี้ว่ามันเท่ดี น่าจะเป็นเพลงนี้แหละเพลงแรก
ที่มาของ Mango Team
กบ : มันเริ่มมาจากพอเราทำอัลบั้ม Bodyslam อัลบั้มที่ 2 ตอนนั้นส่วนนึงผมก็มีทีมงานเขียนเพลงกับ Music Bugs อยู่แล้ว พอเริ่มทำงาน Bodyslam อัลบั้ม Drive ตอนนั้นชุดนี้ต้องไปอัดที่ห้องอัดฟาติมา ซึ่งห้องอัดนั้นมันมีห้องใหญ่กับเล็ก Bodyslam จะอยู่ห้องอัดเล็ก พี่ป้างจะอยู่ห้องใหญ่ กับการทำอัลบั้มหัวโบราณ ตอนนั้นซาวด์เอ็นจิเนียร์ของพี่ป้างคือพี่โป โปษยะนุกูล ได้คุยกัน เกิดสนิทกัน คุยไปคุยมาถูกคอ เราก็คุยกันมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเหมือนเคมีมันไหลมาเจอกัน โดยฝั่งผมก็จะมีผม มีเหนือวงศ์ มีป้อม สุรชัย พรพิมานแมน แล้วก็อยากจะมีกลุ่มนักเขียนเพลงสักกลุ่มนึงขึ้นมา เพราะผมบ้าคลั่งกับทีมเขียนเพลงทีม A ของแกรมมี่มากกับพี่ดี้ นิติพงษ์, พี่นิ่ม สีฟ้า, พี่เขตต์อรัญญ์, พี่แว่น จักราวุธ ซึ่งแต่ละคนจะมีคาแร็กเตอร์ของตัวเอง ก็เลยตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมาแล้วก็มองคาแร็กเตอร์แต่ละคนก็เริ่มจากเหนือวงศ์เป็นคนนี้นะ ป้อมเป็นคนนี้ แล้วไปเจอน้องอีกคนนึงชื่อตั๊ด วิรชา ดาวฉาย เขาเป็นคนเขียนคอลัมน์อยู่ผมแล้วผมก็ชอบที่เขาเขียนคอลัมน์ เลยไปชวนเขามาทำความรู้จักกัน จนตั้งเป็นกลุ่มชื่อ Mango ขึ้นมา
เรื่องเล่าจากคำร้อง ท่วงทำนอง ทุก(ข์)เรื่องราว
“เล่นของสูง” ประวัติศาสตร์ของ Big Ass เริ่มที่นี่
กบ : เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมกลัวมากตอนเริ่มเขียน เพราะว่าที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มเขียนเพลงมาจนย้ายมาอยู่แกรมมี่ ผมจะได้รับหน้าที่เป็นคนเขียนเพลงช้ามาตลอด เพลงช้าเบอร์ 1 ของอัลบั้มนั้น ไม่ว่าจะวงไหนก็ตาม แต่พอย้ายค่ายแล้ว เพลงเร็วของ Big Ass จะเขียนโดยเหนือวงศ์มาตลอด พอย้ายค่ายแล้วตอนแรกเขาก็ไม่สามารถมาเขียนให้ได้ ณ ตอนนั้น ก็เลยเกิดอาการเอาไงดีวะ ไม่มีใครแล้ว ต้องเป็นกูจริงๆ เหรอเนี่ย (หัวเราะ) แล้วผมไม่เคยเขียนเพลงเร็วเลย แล้วกลัวจะไม่ตอบโจทย์ เพราะว่าตอนนั้นก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเพลงเร็วจะเอาอยู่ไหม มันอีกแล้วก็เลยหลังชนฝา ไฟต์บังคับที่ต้องทำ ก็เลยเอาวะลองดู ผมจำโมเมนต์ไม่ได้นะว่าเพลง “เล่นของสูง” มาจากอะไร แต่จำได้ว่ามันมีเมโลดี้ที่อ๊อฟทำมาอยู่ แล้วทำนองมันไม่สูตรสำหรับผมนะ มันแปลกๆ จะเร็วก็ไม่เร็ว ช้าก็ไม่ช้า อะไรของมึงวะเนี่ย (หัวเราะ) แต่ผมก็อยู่กับมันมาพอสมควร แล้ววันนึงคำว่าเล่นของสูงมันก็ลอยออกมาก็คิดว่า เฮ้ย! คำนี้มันดีว่ะ แต่หาสาเหตุไม่เจอนะ แต่อย่างแรกเลยมันเป็นคำที่ไม่เคยมีใครใช้มาก่อนในการเขียนเพลง แล้วมันเรียกร้องความสนใจมาก แล้วผมเชื่อว่าวง Big Ass มันเป็นคนแบบนั้น เหมือนเด็กช่างที่แอบชอบคนสูงศักดิ์กว่ามาตลอด ผิดหวังมาตลอดเราเป็นคนต่ำต้อยมาตลอด คำว่าเล่นของสูงมันเหมาะกับวงนี้มากๆ แล้ว ก็เลยไปไล่เรียงมาแล้วว่านอกจากถ้ามันเกิดขึ้นกับความรักแล้วมันสามารถเกิดขึ้นกับอะไรได้บ้าง เพราะอยากเพิ่มมูลค่าให้กับเพลงนี้ว่าสุดท้ายแล้วเนี่ยมันอาจจะไม่ใช่แค่เพลงรักเพลงนึง ผมก็ได้ไปเจอคนที่แบบท้อแท้ แม้กระทั่งตัวเอง เหมือนความพยายามมันน้อยไป แล้วผมก็มองว่าสุดท้ายแล้วความรักมันอาจจะไม่ใช่เรื่องของผู้หญิง ผู้ชายก็ได้ อาจจะเป็นเรื่องของการที่รักในงานสักอันนึง ความฝันสักอันนึง แล้วเราได้เกิดมาเจอเธอทั้งที ซึ่งเธอในคำนี้มันอาจจะไม่ใช้ผู้หญิงคนนั้น มันอาจจะเป็นงานที่เรารัก สิ่งที่เราชอบ ความฝันที่เราเชื่อ คือได้เกิดมาเจอกันทั้งทีแล้วเนี่ย ไม่ว่ายังไงจะลองดีสักวัน อยากรักก็ต้องเสี่ยง ไม่อยากเห็นเธอเป็นเพียง ภาพในความฝัน คือพอผมเจอโมเมนต์นี้ เพลงนี้มันก็ไม่ใช่แค่เพลงรักหนุ่มสาวแล้ว มันเป็นเรื่องที่ใหญ่มากขึ้น ผมคิดว่า การที่ได้เจอสิ่งที่รักแล้วเนี่ย เมื่อรู้ว่าตัวเองรักอะไรแล้ว แล้วถ้าไม่ได้พยายามไปทำให้มันสำเร็จ ผมว่ามันน่าเสียดาย เพราะหลายๆ คนยังไม่รู้เลยว่าตัวเองรักอะไรชอบอะไร แต่เมื่อเราเจอมันแล้ว ทำไมเราไม่พยายามไปกับมัน ก็เลยเกิดเป็นเพลง “เล่นของสูง” ขึ้นมา อาจจะดูซีเรียสหน่อยแต่มันก็คือที่มาที่ไปของเพลงนี้
ความยากง่ายในแต่ละเพลงในชุด Seven
กบ : เพลงเร็วยากกว่าเสมอ เพลงช้ามันจะใช้อารมณ์นำ แต่เพลงเร็วสำหรับผมมันจะใช้การเรียกร้อง มันเอาเมโลดี้ตั้งแล้วทำยังไงให้เขียนยังไงให้มันลงกับเมโลดี้นี้ แล้วมันให้พลังงานในแง่ไหนได้บ้าง คือถ้าเป็นเพลงเร็วในแง่สะใจใครๆ ก็เขียนได้ แต่ถ้าเป็นเพลงเร็วแล้วเราพูดเรื่องยากๆ แต่คนเผลอร้องตามกันได้ อันนี้คือความสะใจของผมโดยไม่ยัดเยียดมันนะ คือจะทำไง อย่างเพลง “ทางหนีไฟ” กับ “ศัตรูที่มองไม่เห็น” อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องซีเรียสมาก เราจะทำยังไงให้คนเผลอร้องท่อนฮุคโดยที่ไม่รู้ว่าสึกว่ากำลังร้องเพลงที่กำลังซีเรียสอยู่ คือมันจะโดนคิดเยอะกว่าเพลงช้า มันเลยยากสำหรับผมเสมอ
ข้าน้อยสมควรตาย และจุดที่เกือบจบของ Big Ass
กบ : ข้าน้อยสมควรตาย ถ้าย้อนกลับไปมันคืออยู่ในชุด Begins ซึ่งก่อนทำชุดนั้นพวกเรามีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องที่แดกซ์เขาไปมีเรื่องพรากผู้เยาว์แล้วคนก็รุมด่ากันทั้งประเทศ กับเรื่องราวดราม่ามากมาย ซึ่งผมก็ไม่ไหวแล้วกับกระแสโดนด่า หรือเราจะต้องยุบวงวะ เพราะว่าตอนนั้นก็มีแต่คนด่าๆ คือผมรู้สึกเลยว่าหลังจากนี้แต่งเพลงอะไรออกไปคนเขาก็ไม่ฟัง เพราะเขาเกลียดมึงหมดแล้วอะไรแบบนี้ ขนาดพ่อแม่ผมเดินไปตลาดที่อุดรฯ ก็มีคนถาม “ทำไมไม่ยอมรับละ ลูกตัวเองแท้ๆ หน้าเหมือนกันเป๊ะเลย” คือมันทำอะไรไม่ได้เลย เปิดข่าวมาตอนเย็นก็เจออีก “หมามันยังรักลูกมันเลย ดู..ทำไมไม่ยอมรับ” ผมก็เฮ้ย! มันยังไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย ด่ากันแบบเละเลยล่ะ คือตอนนั้นในวงจิตใจล่มสลายมาก ก็เลยตัดสินใจทำห้องซ้อมกัน เลยเอาความโกรธทุกอย่างไปสร้างห้องซ้อมซะ ทำกันเอง หมูเป็นคนออกแบบ พอมาดูทีวีก็โดนด่าอีก ผมก็มาคิดเลยจะรอดเหรอวะ คือในมุมของคนเขียนเพลง เขียนให้ดีแค่ไหนก็โดนด่าอยู่ดี เพราะตอนนั้นยังไม่คลี่คลายว่าใครถูกผิด แล้วมีอยู่วันนึง ผมกลับบ้านที่อุดรฯ ก็เริ่มไม่ไหวแล้ว ต้องหาทางออกกับเรื่องนี้ให้ได้ ผมก็โทรหาผู้ที่ให้คำตอบผมได้เสมอ คือพี่ป้าง ผมบอก “พี่ ผมจะยุบวงว่ะ ไม่ไหวแล้ว” แล้วก็มีคำที่แบบฉุดผมที่ออกจากหลุมนั้นเลยก็คือ “ไอ้กบ กูเชื่อว่ายังมีคนฟังรอเนื้อเพลงจากสถานการณ์นี้จากมึงอยู่” เขร้!!! ทำไมผมนึกไม่ถึงมุมนี้วะ กับเราที่มืดแปดด้าน เราก็เออวะทำไมไม่คิดแบบนี้วะ มัวแต่จมอยู่กับมุมเดียว หลังจากนั้นมาก็เลยเริ่มฮึดทำอัลบั้มนี้กัน พร้อมกับข่าวที่มันคลี่คลายลงไปเรื่อยๆ พอมันจางลงก็รู้สึกว่ามันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น คนไทยก็จะเริ่มไปเรื่องอื่นแล้ว เราก็เอาล่ะคราวนี้เป็นทีของกูแล้วที่จะเขียนเรื่องอะไรแบบนี้ แล้วชุดนั้นถ้าสังเกตดูดีๆ จะเป็นเรื่องนี้หมดเลย อย่างเช่น เพลงปลุกใจเสือป่า “ถ้าหากชีวิตต้องพังทลาย ด้วยลมปากแค่นี้ ก็ให้มันรู้กันไป” แล้วก็ยังมีเรื่องคาใจอีกเรื่องนึงคือประเด็นที่ว่ากูผิดก็ได้ แต่มึงคุยกับกูหรือยัง รู้จากปากกูหรือยัง กูผิดก็ได้ ก็คุยกับเพื่อนๆ ใน Mango นี่ล่ะ ต้องเขียนเรื่องนี้ให้ได้ว่ะ เอาอีกแล้ว!! ไอ้อ๊อฟคนเดิม “กูมีชื่อเพลง” (หัวเราะ) เวลาที่อ๊อฟพูดคำนี้มาทุกคนจะเงียบ แล้วรอฟัง รอปรบมืออย่างเดียว คำนั้นคือ “ข้าน้อยสมควรตาย” ทุกคนเงียบกริบ นิ่งอยู่สักพักนึง ผมก็เฮ้ย! มันเป็นเพลงได้เว้ย ก็คือเหมือนหนังจีนน่ะ ข้าน้อยสมควรตาย คือกูผิดไปแล้วให้อภัยด้วย ก็คือแบบว่าเขียนเรื่องซีเรียสให้มันเป็นเรื่องสนุก ผมก็เลยคิดว่าเฮ้ย! เอามาใส่กับความรักมันเลยดีกว่า ก็เลยเกิดเป็นท่อน “คิดจะไปเป็นมือที่สาม มันก็เลยต้องโดนสักที” คือแบบไม่มีอะไรผิดกับความรักเท่ากับการที่เป็นมือที่สามอีกแล้ว เพลงนี้ก็เลยต้องขอบคุณเหตุการณ์นั้น ที่จริงๆ มันไม่น่าจะอยู่ด้วยกันได้เลยว่ะ (หัวเราะ) ซึ่งคนในผับเล่นกันเพียบ ซึ่งพวกมึงจะรู้ที่มากันไหมเนี่ย (หัวเราะ)
Begins บทสรุปแห่งความเป็นคน ย้ำตัวตนของ Big Ass
กบ : เพลงนี้ด้วยเมโลดี้ ด้วยโครงสร้างของมัน เพลงนี้เป็นเพลงที่พวกเราฝันมาตลอดว่าอยากจะมี เป็นเพลงที่เล่าเรื่องใหญ่ๆ ดนตรีใหญ่ๆ มีขึ้น ลง มีท่อนว๊าก อะไรแบบนี้ แล้วผมพยายามจะคิดเรื่องที่มันเป็นประโยชน์กับวงตัวเองมากๆ คือวงเรามันผ่านจุดสูงสุดมาในอัลบั้ม Seven จุดที่เหลิง …(นิ่งคิด) คือผมเชื่อว่าผม แม่งใช้ชีวิตคุ้มสุดๆ แล้วกับวงดนตรีวงนึง คือใช้ชีวิตสุดๆ แล้วกับวิถีร็อคสตาร์จะทำได้ ยกเว้นเล่นยา วงผมไม่เล่นยา ไปผับโต๊ะเต็ม เฮ้ย Big Ass มา โต๊ะว่างลอยมาเลย ปิ๊งสาว ชี้ได้เลย (หัวเราะ) คือเต็มที่แล้ว สุดเหวี่ยงมาก จนมาเกม เจอข่าวหน้าหนึ่ง เราก็รู้เลยว่าชีวิตคนมันอยู่แค่นี้เอง อยู่ที่ความประมาท ความเหลิง ผมเลยคิดเรื่องจากเหตุการณ์นี้ วันที่เราคิดว่าเราเป็นอันดับหนึ่ง คือดวงดาวที่แม่งไม่มีวันตก อยู่บนนั้นค้างตลอด สุดท้ายชีวิตมันเพิ่งเริ่มต้นเอง พอเราตกลงมาชีวิตถึงเริ่มนับหนึ่ง เพลงนี้จุดประสงค์ของผม ไม่ได้อยากสอนใคร แต่อยากมาบอกวง บอกพวกเรา 5 คน เพลงนี้เป็นเพลงที่พวกผมจะเล่นทุกครั้งตอนนั้น เพื่อย้ำเตือนเพื่อนทุกคน ดวงคนก็เหมือนดวงดาว ใครว่ามันยืนยาว ต้องมีสักวันร่วงหล่นลงมา คนบางคนกลายไปเป็นดาว มัวเมาลืมตัว…ไม่มีอะไรจีรังในความเป็นคน ไม่มีอะไรยืนยง ยืนยาว ก็คือเขียนบอกวงตัวเองเลยว่าไม่มีอะไรเป็นที่หนึ่งเสมอไป จำได้ว่าพอส่งเนื้อเพลงนี้ให้เพื่อนๆ ดูที่หน้าห้องอัดฟาติมา ทุกคนนั่งจ้องเนื้อนี้แล้วนั่งนิ่งไปเลย ผมบอกว่าเพลงนี้เป็นเพลงของพวกเรา 5 คน จำไว้ว่าเราอย่าทำแบบนั้นอีก ซึ่งถ้าถามผมว่าเพลงไหนผมภูมิใจที่สุด ผมจะตอบว่าเพลงนี้เสมอ
อัลบั้ม LOVE ความรักในวันที่ Big Ass Has Broken
กบ : ผมจำได้ว่านิตยสารสีสัน เขียนวิจารณ์อัลบั้มนั้นว่าหมดแรง …Big Ass หมดแรง ซึ่งผมยอมรับเลยว่ามันคือความจริง เพราะสักพักนึงเราก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผมว่าหลายๆ วงก็ต้องเกิดสถานการณ์แบบนี้นะ ที่เดินทางมาถึงจุดๆ นึง แล้วไม่รู้จะไปทางไหน แล้วก็มีอะไรบางอย่างพาออกไปจากความฝันที่เคยมี แม้กระทั่งผมเองก็ตาม ก็เริ่มรู้สึกล้ากับการเดินทางกับวงนี้แล้ว มันท้อ รถตู้มารับหน้าบ้านนี่ก็ยังแทบไม่อยากจะขึ้นรถไปเล่นเลย มันเซ็งกับสถานการณ์มากๆ หลายอย่างประกอบกัน มันก็เลยสื่อออกมาถึงเนื้อหาในอัลบั้มนั้น สังเกตดีๆ ว่ามันเนื้อหาเพลงมันไม่ค่อยธรรมชาติสำหรับผม มันจะเค้นๆ ออกมา อย่างเพลง “สู้โว้ย” ที่ผมเขียนเอง ผมยังรู้สึกเลยว่ามันสู้จริงหรือเปล่าวะ แต่ผมก็ยังยืนยันในประโยคว่า อย่างน้อยถึงมันจะแพ้แต่ก็ยังสู้โว้ย แต่สังเกตได้ว่า มันจะไม่ชน สู้ตายอย่างชุดที่ผ่านมา คือในชุดนั้น ตัวละครมันอ่อนแรงไปทั้งอัลบั้มเลย แต่พอกลับไปฟังผมชอบมันนะ เพราะอย่างน้อยมันคือบันทึกประวัติศาสตร์ช่วงนึงของความรู้สึกเราจริงๆ เราไม่ได้เสแสร้ง กับในความอ่อนแรงนั้น อย่างน้อยมันก็ได้บันทึกอะไรลงไปบ้าง ซึ่งสวนทางกับพาร์ทดนตรีที่มีซาวด์ใหม่ๆ เยอะ คือพอเรารู้ว่าวงเราอ่อนแรงเราก็อยากจะเติมอะไรที่ออกนอกกรอบไปบ้างกับพาร์ทดนตรี แต่ในด้านเนื้อเพลงผมเอาไม่อยู่จริงๆ กับความรู้สึกตอนนั้น ยอมรับเลยว่าทุกเพลงที่อยู่ในหัวสมอง ทุกคอนเซ็ปต์ทุกคำมันจะไปทางนั้นอย่างเดียวเลยมันจะโกหกตัวเองไม่ได้ แต่อย่างน้อยชุดนั้นยังมีเพลงที่ผมรักมากกับเพลง “หัวใจ” ที่ผมชอบมันมาก ใครจะด่าเพลงไหนก็ได้นะ แต่เพลงนี้ผมชอบมันมาก
“ความเชื่อ” ที่จุดประกาย “ความเชื่อ” ให้กับทุกความฝัน
กบ : มันเริ่มต้นมาจากคือเราก็ดูตูน กับวง Bodyslam เป็นหลักว่าวงนี้มันคืออะไรกันวะ สุดท้ายแล้ว คือว่าตูนเขาเป็นคนที่มีความฝันที่รุนแรงมาก มีความเชื่ออะไรบางอย่างที่รุนแรงมาก มันก็ไม่ต่างกับพวกเรา หรือทีม Mango คือผมตั้งชื่ออัลบั้มก่อนว่า Believe ที่แปลว่าความเชื่อ พอมีชื่ออัลบั้มแล้วมันก็ต้องมีชื่อเพลง ผมก็มีเมโลดี้เพลงทำนองเพลงอยู่ แล้วตอนนั้นฟังแล้วยังไม่ได้ให้พลังงานอะไรขนาดนี้ แต่มันรู้สึกว่ามันเห็นอะไรสักอย่าง มันเห็นแบบว่าเหมือนคนเดินไปข้างหน้าได้ยินกรู๊ฟ กลอง เห็นแบบเหมือนเท้ามันเดินไปข้างหน้า ก็เลยเออ…เอาชื่อนี้ละกันเป็นชื่อเดียวกับอัลบั้ม เขียนโดยที่ยังไม่รู้ว่าใครจะมา feat. หรือคิดว่าท่อนฮุคใครจะมาร้องหรือจะเอาแค่ตูนร้องก็พอ แต่เขียนเสร็จหมดแล้วมานั่งคุยกัน เพลงนี้มันจะมีพลังมากนะ ถ้ามีใครสักคนร้องท่อนนี้ออกมา “ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน…” สุดท้ายก็ “น้าแอ๊ดไหม” แล้วตูนนั่งอยู่ก็บอกว่า “เอ่อ…อาแอ๊ดเป็นอาผมนะพี่” คือตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าแอ๊ด คาราบาว คืออาแท้ๆ ของตูน บอดี้สแลม!! ไม่มีใครรู้เลยนะ ตัววง Bodyslam ในยุคนั้นก็เพิ่งสร้างชื่อ แล้วก็ไม่มีใครรู้มาก่อนหน้านี้เลย เราก็ เฮ้ย..เป็นอาของตูนหรอ อาแท้ๆ นะ? ตูนก็บอก “ใช่พี่ เดี๋ยวผมให้พ่อโทรหาเลย” เราก็เออ ยังไงวะ…ดีว่ะ ก็พอรู้ว่าน้าแอ๊ดจะร้อง ก็กลับมาดูเนื้อร้องอีกทีว่ามันสมศักดิ์ศรีเขาหรือยังวะเนี่ย (หัวเราะ) ตูนก็โทรเลย ตูนก็ให้พ่อโทรนัด สักพักเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเร็วมาก สรุปก็นัดกัน วันนี้ๆ เข้ามาที่ห้องอัดอาได้เลยที่กรุงเทพกรีฑา เขร้… ครั้งแรกที่กูต้องเจอแอ๊ด คาราบาว ซึ่งจะต้องมาร้องเนื้อเพลงของกู (หัวเราะ) ผมนอนไม่หลับ เอาไงดีวะ เขาจะด่าไหมวะ เพราะส่งเนื้อเพลงให้เขาดูแล้วเขาก็เงียบไป ไม่มีอะไรกลับมา บรรยากาศมันตึงๆ แล้วที่มันแย่คือวันนั้นพอไปจอดรถหน้าบ้านน้าแอ๊ดแล้ว น้าแอ๊ดเขาเลิกดูดบุหรี่ไปนานแล้ว ไอ้เราก็ทะลึ่งไปยืนดูดบุหรี่ แล้วโห…บอดี้การ์ดมาเต็มเลย “ตรงนี้ดูดไม่ได้นะ” (หัวเราะ) คือบรรยากาศนี่เครียดตั้งแต่ก้าวเท้าแรกเลย (หัวเราะ) สักพักน้าแอ๊ดแกก็เดินลงมาเหมือน Ozzy เลย คือกับตูนแกโอเคอยู่แล้วไง แต่กับผมกับอ๊อฟ มันก็ยังไม่สนิทใจไง แกก็บอกอ่ะๆ เปิดเลยๆ แล้วแกก็ถือกระดาษแผ่นนั้นเข้าไปร้องเลยแค่ 2 เทคเองมั้ง แล้วแบบโอเค ชีวิตกูเปลี่ยนๆ คือแอ๊ด คาราบาวร้องเนื้อเพลงที่เราเขียน มันเกิน มันไปกันใหญ่ แต่เราก็เก็บอาการไว้ พอเสร็จแล้วออกมาผมนี่ตะโกนลั่นรถเลยนะ เราออกมาสามคน ตูน, อ๊อฟ, ผม แบบว่าดีใจมาก เปิดที่แกร้องวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วตอนนั้นที่ยังเป็นเสียงเดโม่อยู่ ชัชฟังอยู่บนรถกับวงเค้า ผมเปิดให้เขาฟัง ชัชร้องไห้เลย โอเคมันอาจจะเว่อร์นะ แต่การเป็นนักดนตรีตัวเล็กๆ แต่ได้รับเกียรติขนาดนี้ ที่มันดูยิ่งใหญ่มาก มันทำให้ผมรู้สึกว่าอาชีพนักแต่งเพลงมันก็ดีเหมือนกันนะ มันสร้างแรงบันดาลใจ มันสร้างให้คนได้สู้กับอะไรบางอย่าง ซึ่งเราเลือกถูกที่จะเป็นนักแต่งเพลง ซึ่งตอนเจอน้าแอ๊ดนี่ผมนี่เกร็งเลยนะ แต่ชื่นชมอ๊อฟมาก มันกล้าให้น้าแอ๊ดแก้ (หัวเราะ) ผมนี่สะกิดอย่างเดียวเลย พอแล้ว…เกรงใจเค้า (หัวเราะ) ซึ่งอ๊อฟใจเย็นมาก แต่ผมนี่ไม่เอาเลย เรียกอ๊อฟกลับอย่างเดียว (หัวเราะ)
มุมคิดของนักเล่าเรื่อง
วิจารณ์ Lyric
กบ : ถ้าถามเรื่องการเขียนเนื้อเพลงว่าชอบเนื้อเพลงแบบไหนในสมัยนี้ คำถามนี้ตอบยาก เพราะสไตล์ผมจะเป็นประเภทชอบใช้คำไทยสวยๆ แล้วยุคสมัยนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว มันก็จะมีลายเซ็นเป็นของตนเอง มีการเล่าเรื่องที่เป็นแบบฉบับของตัวเอง แต่ถ้าเป็นของผมจะเนี่ย ถ้าชื่นชอบจะเป็นยุคแรกๆ ที่เป็นครูมากกว่า แต่ไม่ใช่ว่ายุคสมัยนี้ไม่ดีนะ เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ใช่ทางของเรา ทำให้วิธีอ่าน วิธีเลือกฟัง การเสพมันก็จะต่างกัน มันทำให้สิ่งที่เขาสื่อสารกับที่เราสื่อสารมันต่างกัน ผมจะเชยมาก ผมจะเป็นคนยุคเก่า แล้วบางทีก็ฟังแล้วแอบตั้งคำถามว่า อ๋อ…คนสมัยนี้เขาก็ฟังประมาณนี้นะ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ แต่เขียนเรื่องสื่อสารออกมาก็พอแล้ว ซึ่งแตกต่างกับสมัยผมที่ต้องเห็นภาพ ต้องชัด คำต้องฮุค ต้องแรง มันจะมีแพทเทิร์นของแต่ละยุคสมัยอยู่แล้ว ก็เลยตอบคำถามไม่ได้เลยกับเรื่องแบบนี้
กับแนวเพลงที่ไม่ถนัดบ้างไหม
กบ : ผมชอบไปท้าทายตัวเองแบบนี้มากเลยนะ แต่ไม่ค่อยมีมาให้เขียน ป็อปที่สุดก็คงเป็น Palmy ที่ได้ไปถึงเส้นที่แบบได้เขียนให้ผู้หญิงร้อง แล้วก็ได้ร้องอะไรของตัวเองอยู่บ้าง ซึ่งปรับจูนกันหนักหน่วงมากเพราะว่าเราต้องเอาคำของเรา ความเชื่อของเราไปใส่ในคำของเขา ในช่วงแรกๆ ก็ต้องปรับกันหนักมากเลย เพราะผมก็มีชุดความเชื่อของผม มี่ก็มีชุดความเชื่อของมี่ ซึ่งหน้าที่ผมคือต้องทำ Support เขาไม่ใช่เอาความเชื่อผมไปให้เขาร้อง แต่ว่าจะทำยังไงให้ลดตัวเองแต่ยังเป็นตัวเองอยู่ด้วย ซึ่งมันหนักหน่วงมาก มันยากแต่ว่าท้าทาย แต่พอมันสำเร็จแล้วมันคุ้ม สุดท้ายแล้วมันก็ไปด้วยกันได้พอสมควรครับ
คาแร็กเตอร์การเขียนเพลงของพี่กบเป็นอย่างไรบ้าง
กบ : ของผมถ้าสังเกตดีๆ วิธีที่ผมใช้เขียนเพลงก็คือชื่อเพลงจะค่อนข้างจะไม่ซ้ำใครก่อน คือผมเป็นคนยุคเก่าติดกับปกเทป แล้วตอนเด็กๆ เวลาซื้อเทปมา ชื่อเพลงไหนที่มันแบบประหลาดๆ หรือพิสดาร กูจะเปิดเพลงนี้ก่อนอะไรแบบนี้ แบบว่าอยากฟังเพลงนี้ เออ..มันเลยติดมาว่าถ้ามีโอกาสได้เป็นนักเขียนเพลงเราก็อยากจะทำให้คนตื่นเต้นไปกับเราเหมือนที่เราเคยตื่นเต้น สังเกตว่าชื่อเพลงผมก็จะค่อนข้างจะแปลกๆ นิดนึง อาจจะมาจากอ๊อฟด้วยส่วนนึง มาจากทีม แล้วก็ผมส่วนใหญ่ แต่สำคัญก็คือหลักการที่ผมใช้มาตลอดไม่ว่าจะเพลงเร็ว-ช้าหรือเขียนให้ใคร เวลาจะเขียนเพลงให้ใครผมใช้คำว่า “ต้องโหลดภาพคนนั้นให้ติดก่อน” สมมุติจะเขียนเพลงให้กับแฟนเก่า ต้องนั่งอยู่เป็นชั่วโมง เพื่อรำลึกว่าอดีตว่าเป็นยังไง หน้าเขาจะตลบอบอวลอยู่ตลอดจนเรามั่นใจแล้วว่ากูโหลดติดแล้ว องค์ลงแล้ว ค่อยบรรยายมันลงไป อย่างเพลง “หัวใจ” ผมเล่าย้อนลงไปหน่อยในชุด LOVE เหตุการณ์มันคือตอนนั้นผมโดนคดีเมาแล้วขับ แล้วก็ต้องไปบำเพ็ญประโยชน์ 20 ชั่วโมง ผมก็ต้องไปเป็นอาสาสมัครเข็นรถเข็นคนพิการ แล้วมันมีช่วงที่เป็นงานสัมมนาของเหยื่อเมาแล้วขับ ที่เอาเหยื่อเมาแล้วขับมาเจอกับไอ้พวกที่โดนจับ ตอนนั้นผมไปกับต้าร์ บารบี้ ตอนนั้นต้าร์กำลังเป็นข่าว ซี้กันเลย ไอ้ต้าร์บอก เฮ้ย! มึงมาไงวะ (หัวเราะ) วันนั้นผมไปตั้งแต่เช้าเลย สะโหลสะเหลไป เราก็ถามเจ้าหน้าที่ต้องทำงานอะไรบ้างครับ? เขาก็ตอบกลับมาว่า เข็นรถคนพิการ พาเขาป้อนข้าวป้อนน้ำเขา ผมก็แบบไม่เคยทำอะไรแบบนั้นมาก่อน ไอ้เราก็เงอะงะ เด๋อๆ ด๋าๆ วันแรกก็เข็นไปบริการเขาไป จบวันแรกด้วยความรู้สึกประมาณนึง แต่รู้สึกว่ามันมีอะไรในใจสักอย่าง มันมีอะไรน่าสนใจ พออีกวันตื่นเช้าผมรีบไปแต่เช้าเลย แล้วก็ไปบริการเหมือนเดิม ช่วงพีคเลยก็คือตอนจะเลิกจากกันแล้ว เขาก็จะให้ผู้พิการทั้งหมดมาเล่าประสบการณ์ที่มาของความพิการของแต่ละคน โอ้โห…ผมร้องไห้เลย ผมยกมือขอบอกพอแล้ว มันโหดร้ายมาก มีเรื่องของผู้หญิงคนนึงหน้าตาสวยมาก เขาต้องโดนตัดขาสองข้าง ผมก็ถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนแรกเขาโดนตัดข้างเดียว สาเหตุเขาก็เล่าย้อนว่าวันนั้นอกหักผู้ชายทิ้งไป เขาก็เมาประชด พอเมาปุ๊บก็ออกไปขับมอเตอร์ไซค์เพื่อจะไปซื้อเหล้ามากินอีก ออกไปปุ๊บรถชน เปรี้ยง! โดนตัดขาหนึ่งข้าง ผ่านไปอีกจำไมได้ว่ากี่ปี ตัวเองน้อยใจความพิการรับไม่ได้ กินเหล้า ออกไปซื้อเหล้าอีก ชนเปรี้ยงอีก ขาดสองข้าง ผมนี่แบบชีวิตอะไรวะเนี่ย แล้วเคยฆ่าตัวตายไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง แล้วเขาก็จะเล่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาไม่ฆ่าตัวตายมันคืออะไร อย่างผู้หญิงคนนั้นก็คือเขามาจากเพชรบูรณ์ มาคนเดียวกับวีลแชร์ แล้วมีหัวหน้าชมรมเลยคนนึงขยับได้แค่คาง พารถเข็นไปนู่นนี่ ผมนั่งร้องไห้แบบไหลไม่หยุด แบบพอแล้ววะ ผมยอมแล้วว่ะ ชีวิตพวกคุณนี่สู้จริงๆ ว่ะ สุดยอด จำได้ว่าตอนนั้นเขาให้ตัวแทนคนที่เมาแล้วขับขึ้นไปพูดบนเวที ผมก็ได้ขึ้นไปพูดแบบว่าทุกคนไม่รู้นะว่าผมคือวง Big Ass นะ แต่บอกเขาว่าผมคือนักแต่งเพลงนะครับ ผมสัญญาว่ากลับจากโครงการนี้ไปผมจะเขียนเพลงออกมาหนึ่งเพลง เพื่อจะขอบคุณพวกพี่ๆ ทุกคนที่ส่งแรงบันดาลใจให้กับผม พอกลับบ้านมา ผมคุ้ยเมโลดี้เลย อันไหนเหลือๆ บ้าง ไปเจอเมโลดี้เปียโนที่ไอ้หมูทำมา ไอ้นี่แม่งได้ ก็ใส่เลย กลับไปดูทุกบรรทัดนะมันคือเรื่องนี้เลย “แขนไม่มีไขว่คว้า ขาไม่มีให้เดิน แต่เขาพร้อมเผชิญ ไม่ยอมแพ้พ่าย ชีวิตเหลือเพียงเท่านี้ แต่ความหวังไม่เคยหายไป ความทุกข์ท้อใดๆ ก็แพ้ใจของคน” คือแบบไม่เหลือเลยก็ได้ แต่เหลือหัวใจก็พอ คือผมเห็นพี่คนนั้นที่เขาพิการแล้วบังคับรถ ทุกคนมีแต่เสียงหัวเราะ มีแต่รอยยิ้ม แต่ไอ้พวกขี้เมาแบบพวกผม 4-5 คน นั่งร้องไห้ นั่งซึม (หัวเราะ) มันก็เลยกลับไปที่คำถามว่าเทคนิคการเขียนเพลงของผมคืออะไร มันก็คือการโหลดภาพให้ติดว่าเราจะเขียนเพลงให้ใคร แสดงว่าเรื่องที่เราจะเขียนมันมีจริง เราไม่ได้อ่านมาแล้วเขียน คือมันเกิดขึ้นจริง เราโหลดภาพติดแล้วมันจะนึกออกว่าเราจะเขียนให้ใคร หน้าตาเป็นแบบนี้ รอยยิ้มแบบนี้ ซึ่งนี่คือเทคนิคของผม
เนื้อเพลงที่ดีคือ…..
กบ : ผมพูดประเด็นนี้บ่อยนะ ก็คือไม่สร้างสรรค์ก็ได้ แต่อย่าทำลาย หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องเขียนเพลงที่ปลุกใจให้คนลุกขึ้นมาทำอะไรขนาดนั้นก็ได้ แค่คุณไม่เขียนอะไรลงไปที่ไม่ต้องให้ใครมาบอกหรอกว่ามันดีไม่ดี ใจจริงคุณก็ต้องรู้อยู่แล้ว อย่างเพลงสองแง่สองง่าม เพลงที่มันมีคำหยาบอะไรต่างๆ นานาที่มันเกินไป คือผมนึกเสมอเวลาที่ได้ยินเพลงพวกนี้ ผมถามว่ามันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอวะ มันมีการเรียกร้องความสนใจอย่างอื่นมากกว่านี้มากมาย นอกจากเพลงลามก เพลงคำหยาบอะไรแบบนี้ คือเพลงพวกนี้เอาตรงๆ นะ ผมพูดเลยว่าเขียนโคตรง่าย เขียนเพลงหยาบๆ ลามก มันแทบไม่ต้องใช้สมองเขียนเลย มันแค่ใช้ความอยากเรียกร้องความสนใจ “มาฟังกู ยอดวิวกูขึ้นแน่ๆ” อะไรแบบนี้ แต่มันไม่ได้ใช้จิตสำนึกเลย ผมรู้สึกว่าเรากำลังทำลายทั้งประเทศเราทางอ้อม โดยที่เขาไม่รู้ตัวว่ามันส่งผลรุนแรงมาก สังเกตดูดีๆ ถ้าคุณเคยไปงานโรงเรียนอนุบาล งานปีใหม่ประจำปีอะไรของเขาเนี่ย เขามีกิจกรรมให้เด็กๆ ขึ้นมาร้องเพลงเป็นหมู่คณะ อย่างไปงานหลานแบบนี้ เขาก็ร้อง “โอ๊ย ฉันต้องถูกสลัดสะบัดๆ ” เออมันน่ารักดีเว้ย แล้วยิ่งลูกหลานของเราเขาได้ร้องเนื้อเพลงอะไรที่อยู่บนพื้นฐานทำนองที่มันสนุก โอเค ไม่ต้องยากมาก ไม่ต้องพิสดารหรือปลุกใจก็ได้ แต่ว่ามันมีอะไรบางอย่าง อย่างเพลงคุกกี้เสี่ยงทาย ผมโคตรชอบเลยนะ อย่างท่อนสุดท้ายมันร้องว่า “สายลมของพรุ่งนี้จะพาให้เราได้เจอกับความรักสักวันหนึ่ง” มันมีความหวังเลยนะ แล้วเด็กๆ ก็ร้องกันโดยที่แบบสนุกสนาน มันคือตรงนี้ไงที่คุณสามารถใส่ทัศนคติดีที่ลงไปได้ แต่คิดในตรงข้ามว่าคุณเขียนคำที่แบบส่อเสียด ล่อแหลม แล้วหากเป็นลูกคุณร้องประโยคนี้ขึ้นมา มันเจ็บมากนะ ซึ่งน้องเขาร้องขึ้นมาเขาโดยที่เขาไม่รู้จักหรอก แต่มันอยู่ในตัวเขาไปแล้ว คำพวกนี้ ทัศนคติแบบนี้มันฝังลงไปแล้ว ไอ้คำประเภทแบบคำคล้องจองสระอวย ต่างๆ นานา สระอี เนี่ย ถ้าเป็นลูกมึงขึ้นมาเผลอร้องคำนั้นออกมามึงแฮปปี้หรือเปล่าวะ คือแบบเฮ้ย! มันเป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นนะ ใส่ใจกันหน่อย ผมใช้คำว่าผมรังเกียจมากๆ นะ เพราะมันแบบไม่ใช้สมองเขียนเพลง มันทำลายมากๆ หลีกเลี่ยงได้ อย่างใครที่ผมรู้จัก นักแต่งเพลงที่ผมรู้จัก ถ้าผมถ่ายทอดตรงนี้ไปได้ผมจะบอกเสมอว่า เฮ้ย! นักแต่งเพลงเป็นอาชีพที่โคตรกำไรชีวิตแล้ว เขียนอะไรไว้คำนึงประโยคๆ นึงแล้วคนก็ร้องกันทั้งประเทศ ทำไมเราไม่ตั้งใจทำอะไรที่มันมีประโยชน์บ้าง โอเค 10 เพลงเราอาจจะทำสัก 1 เพลงที่มันมีประโยชน์มากๆ แต่อีก 9 เพลงที่เหลือไม่ต้องทำลายมันได้หรือเปล่าวะ…พูดเรื่องนี้ผมแม่งองค์ลงตลอด…
บทบาทใหม่กับ Show Director
กบ : มันเหมือนโชคชะตาเหมือนกันนะ มีช่วงนึงผมก็เบื่อๆ กับชีวิต ไม่รู้จะทำอะไร เคว้งคว้างมาก บังเอิญจับพลัดจับผลูได้ทำคอนเสิร์ต Labanoon ที่แรกที่ Indoor Stadium หัวหมาก เขาให้เราเป็น Music Director พอได้ทำปุ๊บก็เออ…สนุกดี แล้วก็ไม่ได้ยึดว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อมา บังเอิญอีก g19 ก็ไปเสนอไอเดียอะไรไปไม่รู้แล้วเขาชอบกัน จำไม่ได้แล้ว ที่บ้านพี่นิค เหมือนโยนระเบิดตู้มไปวงแตก ทุกคนก็บอกงั้นมึงทำ ไอ้เราก็ทำก็ได้วะ พอ g19 เสร็จก็ได้มาทำ Num Kala, Cocktail ล่าสุดก็กำลังจะได้ทำ Bodyslam คือผมประมวลตัวเองว่ามันใช้ศาสตร์ทั้งหมดที่เราสะสมมาทั้งชีวิต คือนักดนตรีปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องดูคอนเสิร์ต, เสพคอนเสิร์ต เราต้องศึกษามันตลอด ว่าวิธีทำมันคืออะไร กับวง Big Ass ผมก็เป็นคนเขียน Script มาตลอด กับ Bodyslam ในบางโชว์ใหญ่ๆ ผมก็เขียน Script มาตลอด ก็เลยรู้สึกว่าอ๋อ…ไอ้สิ่งที่เราทำอยู่มันไม่ใช่สิ่งใหม่ในชีวิต เพียงแต่ว่าเราใช้สิ่งที่เราสะสมมาในชีวิตนั่นแหละทำมันออกไป อย่างตอนนี้ดูคอนเสิร์ตก็เปลี่ยนไปละ ก็คือแต่ก่อนก็ดูว่าเล่นยังไง เพลงไหนต่อเพลงไหน ส่วนตอนนี้ก็ดูไฟ ดูเอฟเฟ็กต์ ดูอย่างอื่นไป (หัวเราะ)
กระทบกระทั่งทางความคิด
กบ : ที่ทำมาก็กระทบตลอดครับ ตั้งแต่ Labanoon, g19 กับ g19 นี่หนักเลย ผมร้องไห้ไปสามรอบ คืออย่างแรกคือเราไม่ได้ตั้งใจมาทำงานนี้ แล้วเราไม่เคยทำงานใหญ่ๆ มาก่อน แล้วมันกดดัน แล้ว19 ศิลปินทั้งหมด เขาก็มีความคิดที่ไม่เหมือนกัน ผมต้องแบกทุกอย่างมันจะรอดไหมซีนนี้ ไปคุยกับน้องคนนี้เขาจะยอมเล่นต่อตรงนี้ไหม ระหว่างทางผมโดนมาตลอดโดนคำพูดอย่างเช่น “ผมไม่เชื่อในสคริปต์นี้หรอก” “ผมไม่เชื่อในการเรียงวงแบบนี้” “ให้ขึ้นทำไม…ขึ้นอีกแล้ว” “ขึ้นอยู่ได้” แล้วผมจำเป็นต้องเอา Big Ass เล่นวงแรกเพราะไอเดียผม คือผมจะเปิดแบบหนังสงคราม ผมชอบหนังสปิลเบิร์ก คือเวลาเขาจะทำอะไรให้ใครเชื่อเขาจะทำอย่างนั้นก่อนคือสมมุติ Saving Private Ryan ยิงตลอดเลย 20 นาทีแรก ที่เหลือยิงกันน้อยมาก แต่ทุกคนเชื่อว่ามันคือหนังสงครามผมก็เลยเอาไปใช้กับ g19 นี่ล่ะ เปิดมามันต้องมีวงไหนสักวงแบบมาแล้วโว้ย!! ก็วงกูนี่ละมั้งที่แบบเหมือนวงผู้หลักผู้ใหญ่มาเจิมคอนเสิร์ตหน่อย บางคนก็จะแบบ แหม…เอาวงตัวเองเล่นก่อนเลยนะ (หัวเราะ) อ่าว กูผิดเหรอวะเนี่ย โห…ผมแบกอะไรมาตลอดทาง เจอตลอดทาง แล้วก็จะมีคำถามตลอด มันจะรอดไหม? ผมก็ไม่รู้หรอกว่าจะดีไม่ดี ซึ่งที่ผ่านมามันก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง สิ่งที่ทำได้ก็คือผมเชื่อว่าอย่างนึงที่ผมพอจะคุยกับเขาได้คือ อย่างน้อยผมก็เป็นนักดนตรีเหมือนกับคุณ ผมเคยอยู่บนเวทีเหมือนกับคุณมา อย่างน้อยผมไม่พาคุณพังหรอก แล้วผมจะไม่บังคับคุณทำอะไรในสิ่งที่คุณไม่อยากทำ เพราะว่าผมก็อยู่ในจุดที่ใครก็บังคับกูไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นไอ้เรื่องที่คุณบอกว่าคุณมีอีโก้เนี่ย ผมว่าผมแม่งเยอะกว่าคุณเยอะ แต่เราเอาอีโก้ออกมาคุยกัน เอาความเป็นจริงมาตั้ง แล้วสุดท้ายเนี่ยพอเราเอาใจมาวางคุยกัน เราไม่ได้จะต้องการเอาชนะกัน ไอ้เรื่องพวกนี้มันทำให้งานมันพอจะเดินต่อไปได้ สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ ใครจะชอบไม่ชอบ แต่ระหว่างทางเราต้องอย่าทะเลาะกันอันนี้คือจุดมุ่งหมายของผม ถ้าทำงานแล้วงานสำเร็จ แต่ระหว่างทางมันไม่ดีเลย อีก 5 ปี 10 ปีเราจะกลับมานึกถึงงานนี้อย่างมีความสุขไม่ได้ ต้องแบบ OK งานสำเร็จประมาณนึง แต่พอเวลาผ่านไปเราสามารถกลับมาพูดได้ว่า โห…งานนี้โคตรมันเลยนะ ผมจะชอบอะไรแบบนี้มากกว่า
ถ้าในวันนั้น…..ไม่มีดนตรี
กบ : ผมอาจจะโดนไล่ออก (หัวเราะ) จริงๆ ผมเคยคุยเรื่องนี้กับเพื่อนนะ ว่าผมจะเป็นยังไง คือผมเชื่อว่าผมก็คงต้องทำงานไปรษณีย์ต่อไปเพราะว่าผมเป็นคนไม่เอาถ่าน ผมเป็นคนไม่เอาไหนเลย เป็นเด็กที่พ่อแม่ต้องใช้คำว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่ออะไรแบบนี้ ก็คงต้องทำงานที่ไม่ใช่ความฝันของตัวเองอยู่แน่ๆ ผมไม่ได้แบบเก่งกาจขนาดไหนเลยมีเรื่องเดียวที่จะทำให้ผมรอดคือ “ดนตรี”
ฝากข้อคิดถึงนักดนตรีวัยรุ่นปลายๆ หรือคนที่กำลังครึ่งๆ กลางๆ กับความฝันและความเป็นจริง
กบ : เป็นคำถามที่ดีนะ ผมเชื่อว่าคนประเภทนี้มีเยอะกว่าคนที่ออกสตาร์ทวิ่งไล่ตามความฝันอย่างเดียวคนที่จำเป็นต้องอยู่กับชีวิตจริง ซึ่งถ้าเป็นยุคก่อนผมก็ยังคิดไม่ออกนะว่าจะแนะนำเขายังไง แต่ในยุคนี้มันมีตัวอย่างให้เห็น วันก่อนผมเพิ่งได้โทรคุยกับครูน้อย ถ้าใครดูใน YouTube ก็จะเห็นว่าเขาเป็นครูที่ ร.ร.อยุธยา ใส่ชุดเครื่องครูแบบเล่นกีตาร์ร็อค คือผมแบบนี่ไง! ความฝันกับความจริงมันเจอกันอยู่ไง มันคุยกันอยู่ไง เขาสามารถเอาความฝันที่อยากเป็นนักดนตรีร็อค ไปอยู่กับความจริงซึ่งการเป็นครูของเขา ครูเป็นอาชีพที่หล่อเลี้ยงชีพเขา เขากำลังทำสองอย่างนี้ให้มันไปด้วยกันได้ โอเคถ้าถามว่ามันจะไปได้สุดสักทางไหม ผมอยากถามกลับว่าชีวิตคนเรามันเลือกได้ขนาดนั้นเหรอวะ มันสามารถจำเป็นต้องสุดขนาดนั้นตลอดไปหรือเปล่า ณ วันนี้ มันมีที่ว่างให้กับที่สุดแล้วได้มากแค่ไหน วันนี้ต่างหากที่เราสามารถประคองโลกทั้งสองใบให้ไปด้วยกันได้ โดยที่เรามีความสุขกับมันอยู่ ครูน้อยเป็นตัวอย่างสำหรับผมมาก ทุกครั้งที่เขาใส่ชุดครูเล่นกีตาร์ รอยยิ้มที่เขายิ้มให้กล้อง มันเป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับเด็กคนนึงที่กำลังเล่นกีตาร์ แต่มองที่เครื่องแบบเขาใส่ชุดข้าราชการ แล้วเขาเอาวิชาดนตรีสามารถไปประยุกต์กับการเรียนการสอนได้ เอาล่ะอาจใช้ไม่ได้กับทุกสาขาอาชีพ แต่เราสามารถเอาความจริงกับความฝันไปด้วยกันได้ คนบางคนทำได้แค่นี้ผมถือว่าสำเร็จแล้วนะ มันอาจจะไม่ต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่ Spotlight ส่องอยู่ตลอดเวลา แต่ชีวิตที่ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดผมเชื่อว่าเป็นชีวิตที่ตื่นมาแล้วได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักตลอด แต่ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จก็ได้ อันนี้ผมว่ามันโอเคนะ ตื่นมาโอเคเราต้องไปทำงานออฟฟิศ แต่เรามีเวลาช่วงเช้าในการทำสิ่งที่ตนเองรักไม่ใช่เหรอ บางคนอาจบอกว่าผมอาจจะพูดง่าย ในฐานะที่ ใช่สิ…พี่ทำอยู่กับความฝันของพี่ พี่ก็พูดได้ แต่บางทีความฝันที่มันก็โดนความจริงทำร้ายอยู่เหมือนกัน โลกแห่งความฝันของผมมันไม่ได้สวยงามอย่างที่ใครๆ คิด สิ่งที่ผมต้องแบกต้องเจออะไรแบบนี้ ทุกคนก็โดนความฝันทำร้ายหมดเหมือนกัน เรียกว่าอยู่บนโลกทั้งสองใบให้มันอยู่ด้วยกันได้เดินทางด้วยกันได้ไม่ต้องสุดโต่งขนาดนั้นก็ได้
นิดๆ หน่อยๆ กับ กบ Big Ass
งานของ Big Ass : ตอนแรกวางไว้ว่าจบเรื่องคดีต่างๆ จะเริ่มเขียนเนื้อ แต่ดูทรงแล้วยืดเยื้อแน่ ก็อาจจะเริ่มทำแล้วปีหน้าว่ากัน รับรองเดือด (หัวเราะ) แล้วช่วงหลังพี่เจ๋ง เริ่มติดอาวุธแล้วด้วย ตอนนี้ผมจะชวนให้เขาเขียนเนื้อเพลงแล้ว
เสก โลโซ : พี่เสกนี่เป็นพระเจ้าสำหรับผมเสมอ เรื่องการเขียนเนื้อทำนอง เล่นกีตาร์ ใครจะกล้าบอกว่าแกไม่เก่ง การที่ทุกอย่างจะรวมในตัวคนเดียวมันยากมากนะครับ ทั้งเพลงเพราะ เพลงรางวัล แกครบถ้วน ที่สำคัญแกรับมือได้ทุกสถานการณ์ โอเค แกอาจจะมีข่าวแบบที่เราเห็น แต่เราเลือกชื่นชมและเชิดชูแกในบางมุมได้อยู่เสมอ
ซาฟารี เวิลด์ : เวลาผมตัน ผมจะมีเคล็ดลับคือการขับรถไปซาฟารีเวิลด์ เมื่อผมตันผมจะขับไปตลอดทุกอัลบั้ม การไปนั่งโง่ๆ ดูยีราฟ ดูนกกระจอกเทศ ไปนั่งดูสิงโต ที่จะดูนานหน่อย (หัวเราะ) ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนะ แต่มันบำบัด ผมก็ตอบไม่ได้นะว่าทำไม แต่ไปเช็กวงจรปิดได้ มีรถผมผ่านตลอดแหละ เวลาตันก็ขอพรกับเจ้าแม่ยีราฟ (หัวเราะ) จริงๆ ผมเคยขับไปสวนสัตว์เปิดเขาเขียวนะ แต่พอไปถึงรู้สึกว่ากูขับมาทำไมวะ (หัวเราะ) เหนื่อยเกินไป เอาซาฟารี นี่แหละใกล้สุดแล้ว (หัวเราะ)